วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

[SF] FIC One more [HUNHAN] 100%


[SF] Fic One More [HUNHAN]
อีกครั้งของเซฮุน




เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือควาย
ทุกวันนี้ผมยังไม่รู้ตัวเองเลยว่าผมคือ คน หรือ ควาย
.
.
.
.
.
.
.
.


          ขาเรียวก้าวไปตามทางอย่างเฉี่อยช้า นาฬิกาที่ข้อมือเล็กบ่งบอกว่าเป็นเวลาหกโมงครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาเลิกงานของใครหลายๆคน และรวมถึงเจ้าตัวที่เดินอยู่ด้วย ในสมองของเขากำลังคิดถึงใครคนนึงที่ก้าวเข้ามาในชีวิตเมื่อสามปีก่อน ดวงตาคมที่แข็งแกร็งกระด้าง สัมผัสที่อบอุ่นที่แตะตัวเขา มีบ้างที่รุนแรง มีบ้างที่ป่าเถื่อน น้ำเสียงราบเรียบที่คอยเรียกแต่ชื่อของเขาเป็นประจำ  กลิ่นกายเฉพาะตัวที่เขาคุ้นชินเมื่อยามอยู่ใกล้ ดวงตาเล็กเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาเมื่อคิดถึงบุคคลคนนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ทำใจยังไงก็ไม่สามารถลบเลือนออกไปจากใจได้สักที ทำไมกันนะ ทั้งที่เรื่องราวเลวร้ายเหล่านี้ก็จบไปนานแล้ว




ทำไมนะเซฮุน ทำไมนายไม่ออกไปจากชีวิตผมสักที...



‘’ลู่หาน!!!’’



     ผมสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงเรียกตรงข้างหู ยกมือบางขึ้นมาเช็ดน้ำตาตัวเองออกอย่างลวกๆและหันหน้าไปมองคนที่มาตะคอกชื่อเขาโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียง คนที่ทำผมตกใจยืนยิ้มฟันขาวโชว์ผมอยากไม่รู้สึกนึก นี้รู้ไหมผมตกใจจนทำอะไรไม่ถูกนอกจากมองหน้าเขานิ่งๆเลยนะ



‘’ซิ่วหมิน’’
‘’ที่ยืนเงียบอยู่นานนี้กำลังประมวลผลอยู่ใช่ป่ะ ฮ่าๆๆ’’
‘’ทำไมนายไม่เรียกเราดีๆวะ ทำไมชอบทำให้เราตกใจจนสติหลุดอยู่เรื่อย’’
‘’แล้วใครสั่งให้นายชอบเดินเหม่อๆล่ะไอ่กวาง’’



        ซิ่วหมินมันพูดจบก็โอบคอและพาเดินต่อทันที ซิ่วหมินเขาเป็นเพื่อนของผมครับ เราสนิทกันตอนผมเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนปักกิ่งบ้านเกิดผม ตอนนั้นซิ่วหมินเป็นเด็กแลกเปลื่ยนจากเกาหลีไปจีนและก็เราอยู่ห้องเดียวกันและเป็นเพื่อนกันในที่สุด แต่อยู่ได้ไม่นานพอเรียนจบม.ปลายมันก็กลับมาอยู่เกาหลีและชวนผมมาเรียนต่อที่นี่ด้วยนี่แหล่ะ



‘’นี้เพิ่งเลิกงานล่ะสิ’’
‘’อืม  เรากำลังจะกลับบ้านนี้ล่ะ’’
‘’ทำไมตอนเย็นๆ นายชอบเป็นแบบนี้ทุกทีเลยวะลู่ หรือนายยังคิดถึงไอเด็กคนนั้น’’
‘’...’’
‘’ปล่อยมันไปลงนรกเถอะ ไม่มีมันลู่ก็ยังมีเรานะ’’



       ซิ่วหมินพูดอย่างหัวเสียเมื่อเขาถามผมและผมเงียบไป ผมพยักหน้าช้าๆและยิ้มออกมาให้เพื่อนสนิทสบายใจ ผมไม่ปฎิเสธว่าผมคิดถึงเด็กคนนั้น เหมือนมันกลายเป็นความทรงจำที่ฝังอยู่ในสมองของผมที่ไม่สามารถขับออกมาและลืมมันไปได้



‘’สามปีแล้วนะลู่ ลู่ยังลืมมันไม่ได้หรอ’’
‘’ไม่ใช่เราไม่ลืมนะหมิน’’
‘’แล้วทำไมทุกวันนี้ยังร้องให้เพราะมันอยู่ล่ะ’’
‘’ก็เร..’’
‘’ไอเซฮุนน่ะ ไปร้องให้เพราะมันทุกวันทำไม’’
‘’….’’
‘’ลู่คิดว่าเราไม่รู้หรอ ?’’



        ซิ่วหมินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังจนผมเถียงไม่ออก หมินก็เป็นแบบนี้เขาเป็นห่วงผมมาตลอดตั้งแต่ผมเลิกยุ่งกับเซฮุน ใช่... ตลอดสามปีตั้งแต่เซฮุนออกไปจากชีวิตผม ผมก็จมอยู่กับความเสียใจและออกไปจากรู้สึกแย่ๆไม่ได้ ผมต้องทนทรมานเพราะเขาไปอีกนานเท่าไหร่ผมยังไม่รู้ตัวเองเลย ในเมื่อทุกวันนี้ผมยังร้องให้เสียใจกับเรื่องราวโหดร้ายต่างๆที่มันเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวาน  ทั้งที่มันก็ผ่านไปแล้วสามปี



‘’สามปีแล้วนะลู่ เมื่อไหร่นายจะเริ่มใหม่’’
‘’ขอบคุณมากนะหมิน เรากำลังพยายามลืม แต่มันต้องใช้เวลาไง’’
‘’ใช้เวลานานไปป่ะวะ...เฮ้อ เอาเถอะเราแค่ไม่อยากให้นายเสียใจ’’
‘’อื้อ รู้แล้วนาว่าเป็นห่วง’’



        ผมแซะไหล่อีกคนและยิ้มกว้างๆไปที หมินถอนหายใจโอเคเมื่อผมกลับมายิ้มร่าอีกครั้ง ตลอดทางผมกับหมินก็คุยเรื่องเรียนนั้นนี้ไปเรื่อยตามประสา อีกไม่กี่อาทิตย์มหาลัยก็จะเปิดเรียนแล้ว ชีวิตในช่วงซัมเมอร์ของผมกำลังจะหมดไป ต่อไปก็คงจะมีแต่เรียนกับเรียนแล้วสินะ  



‘’เราแยกกันตรงนี้แล้วกันนะหมิน ไว้เจอกันเว้ย’’
‘’เออ กินข้าวเยอะๆล่ะไอกวาง เมื่อกี้โอบนายรู้สึกตัวผอมเกินไปแล้วนะ’’
‘’จะให้เรากินอ้วนแบบนายหรอไง’’
‘’ไม่ดีหรือไง เราจะได้มาแก้มพองด้วยกัน ฮ่าๆๆๆ’’



        ผมทำหน้าแบ๊วๆส่งไปหาเพื่อนรักทีนึงพร้อมโบกมือและเดินแยกไปอีกทาง ผมเดินไปเรื่อยๆจนถึงบ้าน  เมื่อถึงที่ผมก็จัดการทำธุระส่วนตัวอาบน้ำกินข้าวตามปกติที่ทำทุกวัน มือบางโยนผ้าเช็ดผมลงตระกล้าผ้าที่วางอยู่มุมห้องและกระโดดขึ้นเตียงนอนทันที



‘’เหนื่อยจังเลย...’’



        พึมพำกับตัวเองเบาๆก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คแอพทวิตเตอร์ที่ผมชอบเล่นไปตามประสา ตากวางกวาดมองทุกอย่างในหน้าจอโทรศัพท์ไปเรื่อยจนมีข้อความเตือนขึ้นมาว่ามีคนฟอลโล่วผมเพิ่ม นิ้วเรียวจิ้มกดเข้าไปดูว่าใครกันที่ฟอลทวิตเขา แต่ก็ต้องชะงักมือไปเสียดื้อๆเมื่อดูชื่อแอคของคนที่ฟอลเข้ามา



ไม่จริง...



       มือน้อยสั่นเบาๆ และสูดลมหายใจลึกๆเข้าปอดอย่างเต็มที่ หลังมือยกขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้าที่ออกมาอย่างดื้อๆทั้งที่ในห้องนี้ก็เย็นไปด้วยเครื่องปรับอากาศ ตากวางสั่นระริกเมื่อชื่อทวิตของคนนั้นๆอยู่ตรงหน้า




‘OH SEHUN’ follow you!




        ผมน้ำตาหล่นทันทีที่เห็นใบหน้าของอีกคนในโทรศัพท์ รูปโปรไฟล์ของเขาที่โชว์ใบหน้าหล่อราวเทพบุตรที่เคยสะกดให้ผมหลงไหล เซฮุนยังเหมือนเดิม เมื่อสามปีก่อนเขาเป็นยังไงตอนนี้ใบหน้าของเขาก็ยังคงเป็นแบบนั้น มีเพียงบางส่วนที่เปลื่ยนไปอย่างทรงผมและรูปร่างของเขาที่โตขึ้นตามกาลเวลา  



เขาทำให้ผมตกหลุมรักเขาเหมือนครั้งแรกที่เราเจอกันทุกครั้งที่ได้เจอ...




        ผมตัดสินใจปิดโทรศัพท์และหลับตาลง ผมไม่รู้ว่าเซฮุนฟอลทวิตผมมาได้ยังไงในเมื่อเราก็ขาดการติดต่อกันไปนานแล้วเป็นปี ร้อยวันพันปีผมไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เจอเขาอีก แต่วันนี้มันบังเอิญเกินไปไหม.. ความกลัวเข้าครอบงำหัวใจผมอีกครั้ง ความทรงจำต่างๆมากมายพรั่งพรูเข้ามารุมเร้าผมปวดหัวไปหมด เขาอาจจะบังเอิญเห็นทวิตใครคนนึงที่เคยรู้จักและกดฟอล ซึ่งคนที่เขารู้จักก็คือผม ผมที่พยายามลืมเขาออกไปจากหัวใจ





50%





กริ๊งงงง ~


         เสียงนาฬิกาดังขึ้นปลุกผมที่นอนหลับอยู่บนเตียงให้ตื่นภายในครั้งเดียวด้วยความดัง ผมลุกขึ้นเดินไปหยิบผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการธุระส่วนตัวจนเสร็จ ตาใสมองใบหน้าตนเองผ่านกระจกอยู่อย่างนั้น เหมือนกำลังพิจารณาอะไรสักอย่างบนใบหน้า ผมเพิ่งรู้ว่าตัวผมเองผอมลงไปมากจากเมื่อก่อน จากแก้มที่พองชวนหอม แต่ตอนนี้มันกลับยุบลงไปอย่างเห็นได้ชัด นี้ผมคงต้องกินอะไรให้เยอะกว่านี้ใช่มั้ย


กุกกัก กุกกัก!


     ผมสะดุดเสียงที่ดังอยู่ตรงหน้าบ้านอย่างสงสัย มันคือเสียงอะไรซึ่งผมเองก็ไม่รู้  ผมเอนตัวออกไปมองยังหน้าต่างที่ติดอยู่ตรงประตูบ้านอย่างกล้าๆกลัวๆ 


‘’นั่นใครน่ะ!!’’


     ผมพูดออกไปเสียงดังเมื่อเห็นเงาตะคุ่มเหมือนคนกำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ตรงประตูรั้วบ้าน และเมื่ออีกคนได้ยินเสียงที่ตะโกนออกไปก็หยุดชะงักทันที อย่าบอกนะว่าโจรขึ้นบ้านผมตั้งแต่เช้าแบบนี้นะ ชีวิตลู่หานจะมาซวยเพราะโจรวันนี้ไม่ได้ T_T


‘’ผมถามว่าใคร ? ทำไมคุณไม่ตอบ’’


      ผมหยิบไม้เบสบอลพร้อมกับกำมันไว้แน่น  ย่องไปยังจุดที่โจรคนนั้นมันยืนอยู่ ใจผมเต้นตึกตักเพราะไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้มาต่อสู้กับโจรที่เพิ่งจะมาขึ้นบ้านผมครั้งแรก ถ้ามันพกปืนแล้วเห็นผมล่ะมันยิงผมตายคาที่เลยหรือป่าว ขาเล็กเดินเข้าไปไกลมากขึ้นและเหวี่ยงไม้เบสบอลไปเต็มแรงหวังกะจะให้มันโดนหัวโจร



ปัก!!



‘’โอ้ยย!!’’



แม่นชะมัด!!!



‘’ช่วยด้วยครับ!! โจรกำลังจะขึ้นบ้านผม ช่วยด้วย!!!’’



      ผมแหกปากร้องดังลั่น โจรคนนั้นยกมือกุมหัวตัวเองพร้อมกับล้มลงไปนั่งกับพื้น ผมรีบวิ่งเข้าไปไกล้พร้อมกับพยายามดึงมือโจรที่ปิดหน้าตัวเองอยู่ออกเพราะผมจะได้จำหน้ามันไว้ถ้ามันหนีทัน แต่มันโดนไม้เบสบอลอัดหัวขนาดนั้นทำไมมันยังมีแรงเอามือกุมหัวแน่นขนาดนี้วะเนื้ย



‘’เอามือออกมาเดี๋ยวนี้นะไอโจร แกจะขึ้นบ้านคนอื่นหรอห้ะ!!’’
‘’ฟังก่อนๆ อย่าจับฉัน!!’’
‘’ช่วยด้วยครับ ช่วยด้วย อ้ะ..’’


       อีกคนคนเห็นผมแหกปากไม่หยุดก็เอามือมาอุดปากผมทันที ผมนั่งนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับจ้องหน้าอีกคนตาไม่กระพริบ เสียงฝีเท้ามากมายวิ่งมาทางผมแต่ผมก็ไม่ได้สนใจผู้คนที่มาช่วย  ตาคมมองผมด้วยสายตานิ่ง เขาปล่อยมือออกจากปากของผมและลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะสบทคำหยาบพร้อมกับวิ่งหนีไป


‘’แม่งเอ้ย...’’
‘’......’’  เดี๋ยวนะ...มันเกิดอะไรขึ้นกับผมตอนนี้ ทำไมผมถึงพูดอะไรไม่ออก 


‘’ลู่หานหนูเป็นอะไรบ้าง ได้บาดเจ็บตรงไหนไหมจำหน้าเจ้าเด็กเมื่อกี้ได้หรือป่าวหืม ?’’
‘’มะ ไม่ครับ ไม่ผมไม่เป็นอะไร’’  ผมตอบเสียงสั่นพร้อมกับยิ้มบางๆให้กับป้าที่เข้ามาจับตัว ผมยันตัวลุกขึ้นก่อนจะก้มหัวให้ทุกคนที่มาพร้อมกับส่งสายตาบอกว่าไม่เป็นอะไรแล้วขอบคุณมากๆ เหล่าป้าๆลุงๆแยกย้ายกันกลับบ้านตัวเองกันไปแล้วเหลือผมที่ยืนมองทางที่โจรคนนั้นวิ่งหนีไป 



ไม่สิ เขาไม่ใช่โจร....



      ผมวิ่งด้วยความเร็วตามไปทางนั้น อีกคนเพิ่งวิ่งไปได้ไม่นาน เขาอาจจะคงไม่ได้ไปไหนไกลแน่ๆ ขาผมวิ่งลัดเลาะไปตามซอยของหมู่บ้าน หัวใจเต้นตึกตักเหมือนกำลังจะระเบิดออกมา ไม่รุ้อะไรทำให้ผมรู้สึกใจสั่นขนาดนี้ ขอให้คนที่ผมเห็นไม่ใช่แค่เพียงคนหน้าเหมือนเลย



หมับ!



‘’หยุดนะ’’  ผมจับเข้าตรงที่แขนอีกคนอย่างแรงพร้อมกับหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่ เจ้าของแขนที่ผมจับอยู่ยืนหลังให้ไม่หันหน้ามาทางผม เสียงหอบหายใจของผมดังไปทั่วบริเวณบ่งบอกว่าผมเหนื่อยมากที่วิ่งมา
‘’.....’’
 อีกคนหันตัวมาทางผมก่อนจะมองด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง มือที่ผมจับข้อมือเขาไว้ปล่อยออกโดยอัตโนมัติ  
‘’ซ เซฮุน...’’
‘’ผมไม่ใช่โจร ไม่ต้องตามมาจับผมหรอก’’
‘’….’’

    เซฮุนพูดจบก็เดินจากไป ผมมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความสงสัยหลายอย่างแต่กลับไม่มีคำพูดใดๆออกไปให้อีกคนได้ยินสักคำเดียว จนอีกคนเริ่มเดินจากไปไกลมากขึ้น


‘’นายมาทำอะไรที่นี่ ?’’  ผมตะโกนไปด้วยเสียงที่ไม่ดังมากเท่าไหร่แต่อีกคนที่อยู่ด้านหน้าก็ได้ยิน เซฮุนหยุดเดินและหันตัวมาทางผมอีกครั้ง ดวงตาของเราสบกันแค่เพียงคู่ก่อนที่ผมจะหันหน้าหนีไปอีกทาง แต่ผมก็เห็นเขายกยิ้มมุมปากขึ้นในขณะที่ยังจับจ้องผมอยู่ ทำไมผมประหม่าแบบนี้นะ
‘’พี่ลู่สบายดีนะครับ’’
‘’นายมาทำอะไรที่นี่ ?’’

     ผมถามคำถามเดิมออกไปอีกครั้งโดยทีไม่ได้ตอบคำถามที่เขาถามมา เซฮุนมองหน้าผมพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้มาขึ้นเรื่อยๆ ขาเล็กก้าวถอยหลังไปพร้อมกับจังหวะที่อีกคนก้าวเข้ามา ตาคมสุดเจ้าเล่ห์จ้องผมไม่กระพริบ เขาทำหน้าเหมือนในวันนั้นไม่มีผิด ผมเกลียด เกลียดสายตาแบบนี้ของเซฮุนมากที่สุด!!

‘’ก็...ไม่มีอะไรหรอกพี่’’
.
.
.
.
.

‘’แค่อยากรู้ว่าเมียเก่าที่เลิกกันไปตั้งหลายปียังสบายดีอยู่หรือป่าว : ) ’’

100%

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ตาขีด *leadnum* SPECIAL PART 2 จุดจบของตอนจบ.

     SPECIAL PART จุดจบของตอนจบ



       สิ้นเดือนของเดือนนี้เป็นอะไรที่ไม่อยากจะให้มันผ่านไปเลยซะจริงๆ ฝนตกระหน่ำเหมือนกับจะมีพายุเข้ายังไงยังงั้น ดูทีวีกรมอุตุบอกว่าสภาพอากาศยังคงปกติ แล้วฝนที่ตกหนักแถวบ้านผมนี้เรียกว่าอะไร สายตาคู่สวยมองออกไปนอกหน้าต่างดูเม็ดฝนที่ล่วงหล่นลงมามันช่างเป็นภาพที่สวยงามซะเหลือเกิน  สภาพแวดล้อมด้านนอกที่มืดครึ้มไม่แตกต่างอะไรจากใจของผมเลย  หัวใจของผมกำลังหมองหม่นและมืดครึ่มซะจนคนอื่นดูไม่ออกว่าผมกำลังคิดอะไร





ใช่....ผมกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่





      นาฬิกาข้อมือบ่งบอกว่าไม่อีกนาทีก็เข้าสู่กลางคืน คิมซองกยูยังคงทำงานอยู่ในห้องด้านล่างเหมือนทุกวัน ปกติผมจะไปอยู่กับเขา แต่สองวันผ่านมานี้ตั้งแต่ผมได้ยินเขาคุยโทรศัพท์กับเด็กคนนั้น ผมก็ไม่ค่อยจะคุยกับเขาสักเท่าไหร่ ผมรู้ตัวเองดีว่าถ้าพูดกับเขาสักคำนึงมันต้องลามไปเรื่องอื่น และมันจะไปเรื่องไหนไม่ได้นอกจากเรื่องของเด็กคนนั้น เด็กที่มีชื่อว่า อีซองยอล





แอ๊ด  ~





‘’ทำไมไม่เปิดไฟครับหืม’’
‘’.........’’
‘’เดี๋ยวลงไปกินข้าวกัน พี่ขออาบน้ำก่อนรอได้มั้ย’’
‘’อื้อ’’




       มือหนาขยี้หัวผมก่อนจะแยกเดินเข้าห้องน้ำไป คิมซองกยูก็อยู่แบบนี้ไม่ใช่เขาไม่สังเกตุการเปลื่ยนแปลงของภรรยา แต่เขาไม่อยากจะพูดหรือถามอะไรออกมามากกว่า ผมอึดอัด อยากจะระบาย แต่จะให้ไประบายกับใคร กับมยองซูหรอคงเป็นไปไม่ได้ เสียงน้ำดังรอดออกมาบ่งบอกว่าอีกคนกำลังชำระร่างกายอยู่ ริมฝีปากอ้าออกเล็กน้อยและเป่าไอน้ำใส่กระจก นิ้วเรียวบรรจงเขียนประโยคคำถามที่ไม่รู้จะรู้คำตอบเมื่อไหร่








เขาเป็นอะไรกัน....









----------------------------- ------------------------------- ---------------------- ------------------------









      บรรยากาศบนโต๊ะอาหารยังคงเงียบเหมือนทุกวัน ผมยังกินข้าวปกติ หรือไม่บางทีอาจจะกินเยอะกว่าเดิมเพราะไม่อยากให้ปากว่างเลยต้องหาอะไรยัดไปให้จบๆ เสียงรายการทีวีดังเป็นเพื่อนอยู่ตลอดเวลา คนที่อายุมากกว่าส่งสายตาไปหามันโดยการข้ามตัวผมไป นิ้วของเขาเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ ตาคมเหลือบมามองผมที่มัวแต่กินข้าวเป็นบ้างบางครั้ง



‘’ทำไมไม่กินล่ะครับ’’
‘’ถ้าพี่ไม่พูด นายก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆใช่ไหม ?’’
‘’อะไร ? รีบกินนะผมจะไปรอบนห้อง’’



       รอยยิ้มที่ดูก็รู้ว่าปั้นขึ้นมาถูกส่งไปหาคนที่นั่งตรงข้าม ผมลุกเอาจานไปเก็บไม่ลืมยิ้มส่งท้ายให้อีกคนก่อนจะเดินขึ้นห้อง คิมซองกยูไม่ยิ้มเพียงแต่เขามองหน้าผมด้วยสีหน้าเรียบๆ ไม่บอกก็รู้ว่าอีกคนเริ่มจะหงุดหงิดและโมโห แล้วจะให้ผมทำยังไง ผมเบื่อการทะเลาะ ที่ผ่านมาผมทะเลาะกับเขามามากพอแล้ว หรือว่าเราจะต้องมีเรื่องให้ผิดใจกันไปจนวันตาย ? ร่างเล็กทิ้งตัวนอนบนเตียงกว้างด้วยความเหนื่อย อยากจะหลับซะตอนนี้ เพราะถ้าอีกคนขึ้นมาต้องเค้นอะไรมากแน่ๆ ซึ่งผมก็ไม่รู้จะบอกให้คิมซองกยูเข้าใจยังไง






ติ๊ก ตอก ติ๊ก ตอก.......






     คิดดูว่ามันเงียบขนาดไหนถึงได้ขั้นยินเสียงนาฬิกาข้อมือเดิน เสียงฝีเท้าเดินของบุคคลภายนอกมาหยุดอยู่ตรงหน้าก่อนจะตามมาด้วยเสียงเปิดประตู ผมหลับตาสนิทก่อนจะใส่หูฟังเข้าไปในหูและเปิดเพลงโปรดฟัง เตียงข้างๆยุบลงไปทำให้รู้ว่ามีคนกำลังนั่งอยู่ มือหนาของเขาดึงมือผมไปจับไว้ก่อนจะรู้สึกถึงแรงบีบเบาๆ




‘’พี่ไปทำอะไรให้นายโกรธหรอ ทำไมถึงชอบปล่อยให้พี่อยู่คนเดียว’’
‘’.........’’
‘’พี่ต้องขอโทษและง้อนายใช่ไหม’’





ติ๊ด!!!





‘’อ้ะ   พี่ปิดเพลงผมทำไม’’
‘’เป็นอะไร โกรธอะไร ?’’
‘’...........’’



       ตัวผมถูกอีกคนดึงให้ลุกขึ้นนั่งก่อนจะได้รับสายตาจริงจัง มือของเขาจากที่บีบผมเบาๆตอนนี้เริ่มจะเปลื่ยนเป็นบีบแรงๆแล้ว ก้อนเนื้อที่ฝังอยู่ในอกด้านซ้ายเต้นแรงเมื่อโดนจ้องแบบนั้น ผมไม่อยากพูดถึงมัน ถ้าเขาจะมีใครสักคนเพิ่มเข้ามาก็ไม่เป็นไร แต่ขอร้องให้ผมอยู่อันดับหนึ่งเหมือนเดิม ขอให้เขายังเห็นความสำคัญของผมเหมือนเดิมก็พอ แล้วผมจะทำใจเอง





‘’อูฮยอนพูดสิ เป็นใบ้หรือไง’’
‘’จุ๊ๆ’’
‘’จุ๊อะไรไม่เล่นนะ ตอนนี้จริงจังอยู่’’




      ผมอุดส่าห์ทำนิ้วจุ๊ปากให้อีกคนพูดเสียงเบาๆเพื่อเป็นการผ่อนคลาย แต่ดูเหมือนผมจะเล่นผิดที่ผิดเวลาจริงๆ ถ้าอยากคุยจริงๆก็จะพูดก็ได้  ผมหยิบโทรศัพท์เอาไปวางไว้ไกลๆจากรัศมีและมองหน้าอีกคนตอบ บอกตรงๆมองหน้าคิมซองกยูตอนนี้ไม่ใช่เรื่องตลก - -




‘’พี่มีอะไรจะเล่าให้ผมฟังมั้ย ?’’
‘’อย่ามาเปลื่ยนเรื่อง’’
‘’ผมไม่ได้เปลื่ยน ผมกำลังจะถามไงว่าพี่ปิดบังอะไรผมอยู่’’
‘’ไม่มี’’
‘’ไม่มี ? เอ้องั้นผมก็ไม่มีเหมือนกัน’’




      พูดออกมาได้ยังไงว่าไม่มี เท้าเล็กเขี่ยขาอีกคนเชิงให้กระเถิบออกไปเพราะจะนอนน้ำเนิ้มไม่อาบแล้ววะวันนี้ไม่มีอารมณ์ ผมกำลังจะทิ้งตัวลงนอนอีกครั้งแต่กลับถูกอีกคนดึงขึ้นไปนั่งเหมือนเดิมอีกครั้ง




‘’ยังคุยไม่จบ’’
‘’จบแล้ว!!!’’




       คิมซองกยูกระตุกแขนผมให้เข้าไปใกล้ก่อนจะฝังจมูกลงบนแก้มเนียน มือหนาผละจากข้อแขนเปลื่ยนเป็นกอดเอวบางไว้แทน ใบหน้าหล่ออยู่ไม่นิ่งคอยคลอเคลียไปมาอยู่ตลอดเวลา กำปั้นน้อยๆพยายามทุบหน้าอกอีกคนให้ปล่อยเดี๋ยวนี้ ตอนนี้กำลังหงุดหงิด กำลังไม่เข้าใจ




‘’หยุดเดี๋ยวนี้!!!’’
‘’หอมจัง’’
‘’อะ.....พี่ซองกยู!!!’’




      อีกคนดึงคอเสื้อของผมให้กว้างออกและกดริมฝีปากทำสีเข้มไว้ตรงหัวไหล่มน มือหนาเริ่มลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังและบั้นท้ายอย่างสนุกมือ คิมซองกยูละใบหน้าออกมาจากบริเวณไหปลาร้าและเงยขึ้นมามองหน้าผมตอนนี้ที่บึ้งจนแทบจะยับ




‘’ก็คุยดีๆไม่คุยนี่ งั้นเรามาทำไปด้วยคุยไปด้วยเอามั้ย’’
‘’ไม่เอา’’
‘’งั้นก็มาคุยกันดีๆ อย่าทำแบบนี้สิ’’
‘’ไม่คุย ผมไม่อยากคุยกับพี่....อ๊ะ!’’





ฟุบ!!!






    คิมซองกยูดันผมนอนราบกับเตียงก่อนจะขึ้นมาควบตัวผมไว้ มือทั้งสองข้างถูกอีกคนยึดไว้กับเตียงแน่น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นไม่เป็นจังหวะเมื่อเห็นอีกคนอยู่ด้านบนแบบนี้ ขาทั้งสองข้างพยายามดีดดิ้นให้หลุดจากการเกาะกุมแต่ดูเหมือนว่าผมจะสู้อะไรเขาไม่ได้เลย นี่ผมเกิดมาเคยเอาชนะซองกยูได้สักครั้งรึป่าว
       




‘’ไม่คุยก็ไม่คุย เพราะพี่ก็ไม่อยากคุยกับนายเหมือนกันอูฮยอน’’
‘’ไม่คุยก็ลงไปสิ....โอ้ย! อย่าทำแบบนั้นนะ!!!’’





      อีกคนกระตุกกางเกงและชั้นใจของผมลงไปกองอยู่ตรงหัวเข่าด้วยมือข้างเดียวอย่างชำนาญ  ดวงตาผมเบิกกว้างเมื่อมือหยาบของคนด้านบนเลื่อนมากอบกุมส่วนอ่อนไหวของผมไว้ น้ำตาซึมตรงหางตาบ่งบอกถึงว่าไม่อยากให้อีกคนทำแบบนี้ แต่คิมซองกยูกลับไม่ชายตาขึ้นมามองหน้าผมเลย




‘’อ้ะ.....พี่ครับอย่า’’
‘’........’’
‘’อื้ออ อ้ะ พะ พี่ซองกยู’’




      มือของอีกคนกำแกนกายผมไว้แน่นก่อนจะขยับขึ้นลง ปลายนิ้วชี้ลูบวนส่วนปลายอย่างเย้าหยอกเล่นเอาทำคนถูกกระทำอดที่จะสะดุ้งตัวไม่ได้  ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นและหลับตาปี๋ ขาสองข้างจากที่ถีบผ้าปูที่นอนไปมากลับหยุดนิ่งกับที่เปลื่ยนจิกลงบนผืนเตียง




‘’อะ....อ้าคิมซองกยู’’
‘’ไหนว่าไม่อยากคุยกับพี่ไง แล้วนี้เรียกทำไม ?’’
‘’........’’




      ฉลาดนักนะกับเรื่องแบบนี้ ฝ่ามือหยาบของอีกคนจากที่กระทำอย่างเนิบนาบแต่หนักหน่วงตอนนี้กลายเป็นเพิ่มจังหวะให้ถี่รัวและรุนแรง ใบหน้าหวานเหยเกไปตามอารมณ์ที่ได้รับ  สะโพกกลมยกขึ้นรับจังหวะการกระทำที่จาบจ้วงอย่างลืมตัว เหงื่อกาฬซึมตามใบหน้า ตอนนี้ร่างกายมันร้อนไปหมด




‘’อื้ออออ อ้า อ้ะ!!’’
‘’……..’’




      มือนุ่มกำผ้าปูที่นอนแน่น เท้าสองข้างเกร็งนิ่งเมื่อแสงสว่างจ่ออยู่แค่ปลาย การกระทำของอีกคนเริ่มช้าลงๆ และกลายเป็นหยุดนิ่งในที่สุด คิมซองกยูแกล้งผม เขาแกล้งผม!! คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเมื่ออารมณ์ค้าง ใช้มือตัวเองเพื่อจะให้ตัวเองระบายหยาดน้ำรักออกมา แต่ไม่ทันจะได้แตะคิมซองกยูก็จับมือผมออกไม่ให้ช่วยตัวเอง  รอยยิ้มร้ายผุดขึ้นมาก่อนจะดึงตัวผมให้ลุกขึ้นไปนั่งบนตักของเขา




‘’อยากคุยกันมาบ้างรึยัง ?’’
‘’........’’
‘’สงสัยยังไม่อยากคุย’’
‘’อ้ะ!!!’’




       คิมซองกยูยกตัวนิดนึงและถอดกางเกงและชั้นใจตัวเองออก ความคับแน่นของอีกคนถูไถอยู่ตรงส่วนหวงห้ามด้านหลังของผม ใบหน้าหวานแดงซ่านเมื่ออารมณ์กามของตัวเองยังไม่หมดไปและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ลมหายใจรอดรดอยู่บริเวณซอกคอขาวก่อนจะที่จะออกแรงดูดดึงเป็นจังหวะ ตอนนี้ผมคิดว่ามันคงมีรอยเต็มไปหมดแล้วแน่ๆ มือบางทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อยพยายามจับไหล่อีกคนให้แน่นที่สุด






ผมกำลังจะไม่ไหว.....







       อีกคนเคลื่อนไหวส่วนล่างไปมาเหมือนเจาะจงให้ผมขาดใจตาย มือหนาของอีกคนถูกย้ายสอดเข้ามาภายในเสื้อยืดของผมและลูบไล้แผ่นท้องไปมาอย่างแผ่วเบาเล่นเอาเกร็งท้องจนปวดไปหมด นิ้วเรียวของอีกฝ่ายสะกิดยอดอกสีสวยไปมาและค่อยๆบดคลึงมันทั้งสองข้างอย่างช้าๆ  เสียงหอบหายใจของผมดังขึ้นอย่างเร่าร้อน ผมไม่รู้มาก่อนเลยจริงๆว่าคิมซองกยูจะเป็นคนแบบนี้ เขาสามารถหาทางให้ผมปริปากพูดเรื่องที่เขาอยากรู้ได้ขนาดนี้เลยหรอ




‘’อ่า....คิมซอง ก กยู’’
‘’อยากคุยกันขึ้นมาบ้างนิดนึงละยัง’’
‘’อยากแล้ว อ อยากๆ’’
‘’อยากคุยหรืออยากอย่างอื่น’’
‘’อยาก.....อยากคุยๆ’’




       ตอบไปอย่างลืมตัวในเมื่อสติสตังไม่อยู่กับที่แล้ว คิมซองกยูหอมแก้มผมฟอดใหญ่ก่อนจะจับแก่นกายตัวเองมาจ่อช่องทางด้านหลังผมไว้  แต่ไม่ได้จัดการสอดใส่เข้ามา ห้วงลมหายใจของผมขาดหายไปเหมือนคนหายใจไม่ทัน ตอนนี้อยากจะคุยอะไรผมพร้อมที่จะตอบหมดแล้ว





‘’โกรธพี่เรื่องอะไรหรอหืม ?’’
‘’งื้ออ ใส่เข้ามาก่อนไม่ได้หรอ’’
‘’ไม่’’
‘’อ๊ะ!!!!’’




      ปลายเล็บคมจิกลงบนส่วนหัวมนของแก่นกายผมเบาๆแต่ก็เล่นทำผมสะดุ้งโอบรัดคอเขาสุดตัว ตาสองข้างสว่างจ้าเหมือนเรียกสติกลับคืนมา ใบหน้าหล่อยังคงฉีกยิ้มกว้างเหมือนกับว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด ก่อนจะส่งคำถามเดิมอีกครั้ง




‘’ตกลงโกรธพี่เรื่องอะไร’’
‘’ซ ซองยอลพี่กับเด็กคน นะ นั้น อ้า.....’’
‘’ไม่ต้องดันตัวลงมาเลยนะ  คุยกันให้จบก่อน’’
‘’.........’’
‘’ซองยอลทำไม ?’’
‘’ผมได้ยินพี่คุยโทรศัพท์กับเด็กนั้นเมื่อสองวันก่อน คุยเรื่องของเราของพี่กับมัน’’
‘’นายมาแอบฟังหรอ ?’’
‘’ฮึก....ใครจะไปอยากฟัง ผมเดินผ่านไปได้ยินต่างหาก!!!! ผมจะไม่โกรธพี่หรอกนะถ้าพี่จะทำแบบนั้นกับคนอื่นเพราะผมเคยทำมาก่อน แต่เว้นซองยอลไปได้มั้ยเขาเป็นคนรักของลูกชายเรานะ ฮึก...ฮือออ....’’

    


        ผมไม่อยากจะพูดเรื่องนี้เพราะอะไรล่ะ ในเมื่อพูดแล้วก็อดใจไม่ไหวที่จะร้องให้ทุกที คิมซองกยูเงียบไปเหมือนโดนสตั้น ผมกอดอีกคนแน่น ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงในเมื่ออยากจะยอมรับความจริงแต่ก็ทำไม่ได้ เข้าใจความรู้สึกของผู้ชายคนนี้แล้ว ตอนที่ผมมีคนอื่นเขาก็คงจะมีความรู้สึกแบบนี้เหมือนกันใช่ไหม เขาเรียกว่าเวรกรรมหรือป่าวบอกที แต่นี้กับแฟนลูกเลยนะมันไม่มากไปหน่อยหรอ ?





‘’ไม่ใช่สักหน่อย’’
‘’ฮึก ฮึก ฮือออ....’’
‘’พี่กับซองยอลไม่ได้เป็นอะไรกันแบบที่นายคิด ตอนแรกพี่ตั้งใจเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่บอกนายเพราะคิดว่านายคงไม่มีวันรู้ แต่วันนี้โลกกลมจริงๆ ยังไงนายก็ต้องรู้ความจริงเกี่ยวกับซองยอลและครอบครัวเรา’’
‘’ม หมายความว่าไง ?’’




      คิมซองกยูดันตัวผมออกเบาๆเพื่อที่เขาจะได้มองหน้าผมได้ถนัด มือหนาลูบหัวผมเบาๆก่อนจะยิ้มอ่อนโยนมาให้ ผมยกหลังมือเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆก่อนจะมองหน้าอีกคนอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ แล้วซองยอลมาเกี่ยวอะไรกับครอบครัวเรา แล้วมาเกี่ยวได้ยังไง




‘’จำอีซานดึลได้ไหม’’
‘’อื้อ จำได้สิ’’
‘’ซานดึลเขาเสียแล้วนะ’’
‘’อะ ล แล้วซานดึลเกี่ยวอะไรกับซองยอล’’
‘’ซองยอลคือลูกของซานดึล’’
‘’………’’
‘’เมื่อเจ็ดปีก่อนซานดึลเสียเพราะโรคมะเร็ง สิ่งสุดท้ายที่เขาขอก่อนตายคือช่วยให้พี่ดูแลลูกชายของเขาทั้งสองคนแทนด้วย ซานดึลเลิกกับชางซันตั้งแต่ซองยอลอายุสามขวบเขาต้องเลี้ยงซองยอลกับซองจงมาคนเดียวโดยตลอด พี่รับเลี้ยงเขาในฐานะลูกบุญธรรมโดยการเซ็นเอกสารถ่ายโอนบุตรตอนนี้อีซองยอลคือลูกของพี่ ชื่อบิดาของเขาเปลื่ยนจากลีจุนเป็นพี่แล้ว สาเหตุที่พี่ไม่บอกนายเพราะอะไรรู้ไหมอูฮยอน’’
‘’..........’’
‘’เพราะนายไม่ชอบแม่เขาไม่ใช่หรอ ซานดึลบอกซองยอลว่าถึงเวลามาอยู่ครอบครัวกับเราแล้วอย่าวุ่นวายและขออะไรจากพวกเราเพราะกลัวนายจะไม่ชอบลูกของเขา ซองยอลไม่แม้แต่จะมาวุ่นวายกับชีวิตของพี่เพราะกลัวนายจะผิดใจกับพี่ สิ่งเดียวที่พี่ขอให้เขารับคือเงินของพี่ กว่าเด็กคนนั้นจะรับมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เขากลัวเราจะวุ่นวายกันขนาดไหนรู้ใช่มั้ยอูฮยอน’’
‘’พี่ครับคือผม....’’
‘’คืออะไร’’




      บอกทีคิมซองกยูกำลังเอามือฟาดหน้าผมอยู่รึป่าว นี้เขากำลังอินใช่ไหม ความจริงผมไม่ได้คิดอคติอะไรกับซานดึลขนาดนั้น แต่ผมไม่รู้ว่าท่าทางของผมจะทำให้คนอื่นคิดว่าผมเกลียดซานดึล  ความจริงแล้วคิมซองกยูเลี้ยงครอบครัวนั้นมาตลอดตั้งแต่ซานดึลเสียเลยหรอ  เขาก็ควรจะบอกผมตั้งแต่แรกสิ ผมรับได้หรือไม่ได้ก็ค่อยว่ากัน เขาเล่นปิดผมมานานขนาดนี้ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่บอกผมต่างหาก




‘’ผมไมได้เกลียดซานดึลหรอกนะ  แต่พี่ควรจะบอกความจริงกับผมตั้งแต่วันนั้น’’
‘’ก็นายไม่ชอบให้พี่อยู่กับเขา จะให้พี่บอกนายยังไง’’
‘’......’’
‘’ปากผมบอกไม่ชอบแล้วใช่ว่าผมจะเกลียดเขาหรือไง พี่เห็นผมเป็นตัวร้ายใช่ไหม ผมก็รู้นะครับว่าอะไรคืออะไร มันอยู่ที่ว่าพี่ไม่คุยกับผมตรงๆมากกว่า’’




      ว่าก็เอื้อมมือไปคว้ากางเกงขึ้นมาใส่ให้เรียบร้อยก่อนจะหนีไปที่อื่น คิมซองกยูถอนหายใจก่อนจะหงายหลังลงกับผืนเตียงเมื่อเห็นผมกลับมาเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องเหมือนเดิมอีกครั้ง  เขาทำให้ผมเหมือนตัวร้ายในละครที่ไร้เหตุผล เขาทำเหมือนผมเป็นโง่คนนึงที่ไม่รู้ว่าครอบครัวตัวเองไปถึงขั้นไหนและทำอะไรบ้าง เหมือนว่าผมเป็นเมียที่มีหน้าที่แค่เลี้ยงลูกส่วนอย่างอื่นไม่ต้อง เขาเคยคิดจะตัดสินใจอะไรโดยมีผมเข้าไปมีส่วนร่วมบ้างรึป่าว







ในสายตาเขาผมเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลขนาดนั้นเลยหรอ.....

















.
.
.
.
.
.
.
.

11 : 47 AM



แกร๊ก...





‘’อาวแม่มานอนเล่นห้องผมหรอ  หรือว่ามาทำความสะอาด ?’’
‘’ป่าวเมื่อคืนนอนห้องนี้’’
‘’แล้วพ่อไม่ว่าหรอ หรือว่ามานอนกับพ่อ’’
‘’ป่าวนอนคนเดียว’’
‘’อ่อ.....วันนี้ผมพาซองยอลมากินข้าวด้วยนะครับ’’
‘’ซองยอลหรอ ?’’




      มยองซูพยักหน้าหงึกหงักเมื่อผมทวนชื่อแฟนของเขา ลูกชายเดินมาจับมือผมและพาเดินออกไปนอกห้องด้วยกัน ยังไม่ทันจะก้าวลงบันไดก็เห็นซองยอลกำลังนั่งอยู่ข้างล่างพอดี เด็กคนนั้นลุกขึ้นยืนและก้มหัวทักทายผมด้วยรอยยิ้มน่ารัก เห็นแล้วไม่กล้าเข้าใกล้ ไม่ใช่เพราะผมไม่ชอบเขาหรอกนะ แต่รู้สึกผิดมากกว่าที่เขารู้ว่าผมไม่ชอบแม่ของเขา แอบอยากรู้เหมือนกันนะว่าซองยอลจะรู้สึกยังไงเมื่อรู้ว่าแม่ของแฟนไม่ชอบแม่ตัวเอง




‘’สวัสดีครับคุณน้า’’
‘’สวัสดีซองยอล เอ่อ ไปกินข้าวกัน’’
‘’ครับ’’




       ผมตอบยิ้มๆให้กับซองยอลก่อนจะเดินไปนั่งตรงโต๊ะอาหารที่มีคิมซองกยูนั่งอยู่ก่อนแล้ว เรื่องนี้ลูกชายของเรารู้รึยังแต่ดูจากท่าแล้วยังคงไม่รู้ ผมนั่งข้างๆซองกยู ส่วนมยองซูกับซองยอลนั่งอีกฝั่งนึง  ผมเห็นมยองซูนั่งมองหน้าพ่อของเขาตลอดเหมือนจ้องจับผิดอะไรอยู่สักอย่าง




‘’เอ่อคุณอาบอกว่าคุณน้ารู้เรื่องของผมแล้ว’’
‘’เรื่องอะไรหรอ ?’’




        ผมไม่ได้ตอบนะครับ มยองซูขมวดคิ้วเข้าหากันและมองหน้าผมกับพ่อเขานิ่ง คิมซองกยูยกยิ้มก่อนจะส่ายหัวให้ซองยอลเชิงว่าไม่ต้องพูดเดี๋ยวพูดเอง มยองซูจะรู้สึกยังไงถ้าเขารู้ว่าพ่อของตัวเองรับอีกคนมาอยู่ในฐานะพี่ชายตั้งนานแล้วโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง



‘’ผมถามว่าบอกอะไร!!!’’
‘’แอลอย่าเสียงดังสิ’’



       ซองยอลจับแขนมยองซูและส่ายหัวไปมาให้เชิงว่าใจเย็น คิมซองกยูยังคงนั่งอยู่เฉยๆโดยไม่พูดอะไร แล้วเราควรจะต่อเรื่องนี้ไหม ลูกชายมองหน้าผมและพ่อของเขาอย่างเอาเรื่องเมื่อถามแล้วไม่ตอบ จะให้ผมตอบยังไงล่ะ ผมยังไม่รู้เรื่องอะไรพวกนี้ดีเลย รู้ตัวอีกทีมันก็ผ่านมาแล้วเจ็ดปี




‘’เดี๋ยวผมจะอธิบายให้แอลฟังเองนะครับ’’
‘’เดี๋ยวนี้!!!’’
‘’อ้ะ!! ขอตัวนะครับ’’



       ผมมองลูกชายตัวเองฉุดแขนซองยอลลุกไปต่อหน้าต่อตาด้วยความรุนแรง โมโหโหดแบบนี้ดูไม่ยากเลยว่าได้มาจากใคร ตอนนี้เหลือผมกับคิมซองกยูอีกแล้ว เมื่อคืนผมก็ปล่อยให้เขานอนคนเดียว จะว่าน้อยใจก็น้อยแต่ไม่ได้โกรธหรอก แค่น้อยใจว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมบอกเรื่องนี้กับผม และปล่อยให้มยองซูโง่คบกับพี่ชายร่วมสำเนาเดียวกันตั้งนาน




‘’พี่.....ลูกจะรับได้ไหม’’
‘’มันจะน่าเสียใจอะไรนักหนา ซองยอลไม่ได้เกิดมาจากน้ำเชื้อของฉันสักหน่อยแค่เพียงซองยอลถูกเปลื่ยนชื่อบิดาจากอีชางซันเป็นคิมซองกยูแค่นี้’’
‘’แล้วมารดาล่ะ’’
‘’ก็อีซานดึลไง’’
‘’........’’



     ไม่แตกต่างอะไรจากคิมซองกยูมีสองครอบครัวเลยชัดๆ แล้วทำไมต้องเปลื่ยนด้วยอ่ะแค่รับเลี้ยงอย่างเดียวไม่พอหรอ ทำไมต้องไปใช้ชื่อครอบครัวรวมกัน ผมไม่กล้าถามอะไรออกไปอีกทำได้แค่นั่งอยู่เงียบๆ รอสองคนนั้นคุยธุระกันเสร็จแล้วมากินข้าว ใจลึกๆอยากให้เขาไปถอนชื่อออก ไม่อยากให้เขาไปเซ็นว่าเป็นบิดาของใครนอกจากมยองซู




‘’แต่ถ้าพี่ตายไปมรดกทุกอย่างพี่ก็ให้ลูกของเราคนเดียวนะ
 ‘’........’’
‘’หรือถ้าพี่ตายก่อนพี่ก็ยกทุกอย่างให้นายกับลูก’’
‘’ไม่เอา ถ้าพี่ตายผมก็จะตายตามพี่ไปด้วย พี่ต้องยกทุกอย่างให้มยองซูนะ’’
‘’แต่พี่ไม่ยกนายให้ลูกนะ’’
‘’ทำไม ผมเป็นแม่เขานะ’’
‘’นายเป็นของพี่ต่างหาก แม้แต่ลูกพี่ก็ไม่ยกให้พี่หวงมาก ฮ่าๆๆๆ’’




       นี้เขาบ้าไปแล้วใช่มั้ยแม้แต่ลูกยังหวง > < คนตัวใหญ่ส่งรอบแขนมาโอบไหล่ผมไว้และฝังจมูกลงมาบนกลุ่มผมนุ่มเบาๆ  มือบางวางทับบนมือของอีกคนพร้อมกับสอดนิ้วเรียวให้ประสานกันไว้ ไม่ได้รู้สึกดีแบบนี้มานานแค่ไหน ไม่ใช่ว่าไม่ได้รู้สึกดีในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่วันนี้มันรู้สึกดีกว่าวันอื่นๆแค่นั้นเอง ผมมีหลายเรื่องอยากจะขอโทษสามีคนนี้ แต่ให้พูดชาตินี้ก็คงจะไม่หมดเพราะเยอะเกินไป และผมก็มีเรื่องที่อยากจะขอบคุณเขามากมายเหมือนกัน พูดชาตินี้ก็คงจะขอบคุณไม่หมด สามีคนนี้ดีเกินไปจริงๆ



‘’ขอบคุณนะครับที่อยู่กับผมมาถึงวันนี้ ถ้าผมไม่ไปสมัครงานกับพี่ตอนอายุยี่สิบสองตอนนี้ผมคงจะใช้ชีวิตแบบเมื่อก่อนไปจนตายแน่ๆ’’
‘’ขอบคุณที่เดินมาหาพี่ที่ลานน้ำพุเหมือนกันนะ ถ้าวันนั้นนายไม่เดินเข้ามาพี่คงไม่รู้จักนายแน่ๆ’’
‘’อย่าพูดถึงวันนั้นสิมันน่าอายนะ ฮ่าๆๆๆ’’
‘’ทำไมอ่ะ แต่เมื่อก่อนนายสวยมากเลยนะอูฮยอน’’
‘’บ้า -//////-‘’




    พูดแบบนี้มันน่ารักนัก แต่เมื่อก่อนผมดูดีจริงๆแหล่ะไม่งั้นคงไม่ฮอตคิคิ ตอนนี้ไม่รู้ว่ามยองซูกับซองยอลไปเคลีย์กันถึงไหนแต่ผมรับรองว่าซองยอลคงจะหาคำอธิบายมาพูดให้ลูกชายผมเข้าใจได้แน่ๆ ดูแบบแล้วถอดนิสัยออกมาจากแม่ของเขาชัดๆ อ่อนโยนแบบนี้ต้องเจอโหดๆแบบลูกชายของผมถึงจะลงล็อค จมูกโด่งฝังลงบนซอกคอของอีกคนเพื่อจะสูดเอาความหอมเข้าปอด บอกตรงๆน้ำหอมญี่ห้อดีขนาดไหนก็สู้กลิ่นตัวของคิมซองกยูไม่ได้




สามีผมหอมที่สุดครับ!!!!





‘’อูฮยอน’’
‘’หืม ?’’
‘’ถึงพี่จะไม่ได้บอกว่ารักนายบ่อยๆ แต่นายก็รู้ใช่ว่าพี่รักและหวงนายมากแค่ไหน’’
‘’ครับ ผมรู้’’
‘’มาใช้ชีวิตในช่วงอายุห้าสิบถึงหนึ่งร้อยด้วยกันนะ’’
‘’อื้อ มากกว่าหนึ่งร้อยก็ได้ครับ’’




     แขนสองข้างอ้าออกก่อนจะรัดรอบตัวอีกคนแน่น ซบใบหน้าลงบนเนินไหล่ของอีกคนด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ ขอบคุณพระเจ้าที่ส่งเขามาเป็นของผมนะครับ ถึงใครจะด่าว่าเขาไม่ดีแค่ไหนแต่สำหรับผมคิมซองกยูคือผู้ชายที่ดีที่สุด เขาเป็นพ่อของลูกและสามีที่ใครหลายก็อาจจะไม่สามารถเป็นได้เหมือนเขา อีกครึ่งของชีวิตมันช่างน้อยลงทุกที ผมไม่รู้ว่าเราจะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสงบสุขไปจนถึงหนึ่งร้อยปีอย่างที่ตั้งไว้ไหม แต่ขอแค่ได้สิ้นลมหายใจไปพร้อมกันก็พอ






ขอแค่วันสุดท้ายคนที่ยืนอยู่ข้างๆผมคือเขาก็พอ...
















.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.




20 ปีต่อมา...





‘’คุณตาคุณยายครับวันนี้แดยอลกับคุณพ่อและม๊ามาเยี่ยมนะครับ’’





       เสียงเจี้ยวจ้าวของเด็กชายวัยสิบห้าดังขึ้นพร้อมกับดอกลิลลี่ที่ถูกวางไว้บนโขดหินคู่ที่สลักชื่อไว้ว่า คิมซองกยู และ นัมอูฮยอน มือนุ่มของผู้เป็นแม่จับมือเด็กชายแดยอลไว้ และนี้เป็นสุดสัปดาห์ที่ซองยอลพาลูกชายมาเยี่ยมพ่อแม่ของพ่อ




‘’คุณน้าและคุณอาเป็นยังไงบ้างครับ บนสวรรค์สบายเหมือนอยู่บ้านเราหรือป่าว แต่ถึงจะไม่สบายคุณอาก็ทำให้คุณน้ามีความสุขอยู่แล้วใช่มั้ยครับ’’





 ‘’วันนี้แดยอลไปเรียนพิเศษวันแรก ผมเลยพาเขาเยี่ยมคุณอากับคุณน้าก่อน‘’






‘’ผม  แดยอล และมยองซู สบายดีนะครับ พวกเรายังคงคิดถึงคุณอาและคุณน้าเสมอ’’






‘’คุณน้าไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมยังรักษาสัญญาที่ให้กับคุณน้าไว้เสมอ ผมจะดูแลมยองซูและลูกของเราให้ดีที่สุด เหมือนที่คุณน้าดูแลมยองซูเลยครับ’’






        ร่างโปร่งเงยหน้าพร้อมกับยิ้มให้กับบุคคลที่อยู่บนท้องฟ้าอย่างสดใส ลูกชายของเขาก็เช่นกันที่ยังคงยิ้มให้กับคุณตาและคุณยาย  ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นแต่ก็สามารถรับรู้ได้ว่าคิมซองกยูกับนัมอูฮยอนยังคงมองเขาอยู่จากด้านบน




‘’ผมต้องไปก่อนนะครับเดี๋ยวแดยอลจะเข้าเรียนสาย วันนี้มยองซูไม่ได้มาด้วยเพราะเขาติดธุระที่บริษัท เขาบอกว่าคราวหน้าเขามาชดเชยเวลาให้พ่อกับแม่ของเขาทั้งวันเลย’’
‘’คุณตาคุณยายครับแดยอลไปก่อนนะ แล้วจะมาหาใหม่นะครับ’’




          เมื่อกล่าวคำลาเสร็จซองยอลและแดยอลก็เดินกลับมาที่รถและขับออกไปจากบริเวณสุสาน คุณอาและคุณน้าเสียชีวิตในอายุเจ็ดสิบ ภาพที่ท่านสองคนจากโลกนี้ไปซองยอลและมยองซูยังจำได้ไม่มีวันลืม ภาพชายชราสองคนนั่งจับมือกันโดยบนหัวไหล่ของคิมซองกยูมีศรีษะของนัมอูฮยอนซบอยู่  ท้องฟ้าวันนี้สดใสเหลือเกิน ถ้ามยองซูมาด้วยคงจะได้รูปเยอะมากแน่ๆ บทสนทนาของแม่ลูกดังขึ้นอยู่ตลอดทาง แดยอลเป็นเด็กที่พูดเก่ง มยองซูบอกว่าเด็กคนนี้คือแม่ของเขามาเกิด เพราะแม่ของเขาช่างพูดและสดใสแบบนี้อยู่เสมอ นั่นคือสาเหตุที่มยองซูรักลูกชายของเขาสุดหัวใจ





ครืดดดด




‘’ม๊าครับป๊าใช่ไหม’’
‘’ใช่แล้ว ป๊าโทรมา’’
‘’ให้ผมรับๆๆ....ฮัลโหลป๊า’’



        เสียงสดใสดังรอดใส่โทรศัพท์เข้าไปทำให้คนได้ยินถึงกับอดยิ้มไม่ได้กับความน่ารักของลูกชาย เด็กน้อยหันหน้าออกไปนอกกระจกพร้อมกันหัวเราะคิกคักกับผู้เป็นพ่อ มุมน่ารักแบบนี้มยองซูไม่ได้เผยมาได้ง่ายๆหรอกนะ อีกคนบอกว่าพ่อของเขาเป็นคนไม่ค่อยพูดเลยทำให้เขาโตมาในมุมแข็งๆ เขากลัวแดยอลจะเป็นแบบเขาเลยต้องสอนลูกในแบบใหม่ โดยอย่างที่เห็นกันแอลน่ะมุ้งมิ้งใส่ลูกสุดๆ




‘’วันนี้แดยอลไปเรียนวาดรูปวันแรกแล้วนะ ขากลับป๊าต้องมารับกับม๊านะ’’
ได้เลยจ้ะลูกรัก ป๊าจะพาไปกินไอศรีมด้วยดีไหม กินกันสามคน
‘’เอา กินไอศรีมนะครับป๊าอย่าผิดสัญญานะไม่งั้นจะโกรธ ไม่ให้ม๊านอนด้วย’’
ไม่ผิดอยู่แล้ว ป๊าเป็นคนดีนะแดยอล



     การคุยของพ่อลูกคู่นี้แลดูคงจะไม่จบง่ายๆ ผ่านไปสักพักรถใหญ่เคลื่อนเข้ามาจอดตรงโรงเรียนสอนวาดรูปขนาดเล็ก ซองยอลหยิบกระเป๋าอุปกรณ์วาดรูปของลูกชายพร้อมกับดึงมือแดยอลมากุมและเดินเข้าไปในโรงเรียนพร้อมกัน พนักงานที่เคยต้อนรับเขาในวันที่แดยอลมาสมัครเรียนเดินมาให้บริการอีกครั้ง ที่นี่ดีมากพนักงานทุกคนจำผู้ปกครองและเด็กที่มาเรียนได้หมด นั่นเป็นสาเหตุที่มยองซูอยากให้ลูกชายเขามาเรียนที่นี่



‘’สวัสดีครับคุณอีซองยอล สวัสดีครับแดยอลไหนว่าคุณพ่อจะมาส่งไง’’
‘’ป๊าไม่ว่างครับเลยให้ม๊ามาส่งแทน’’
‘’แล้ววันนี้ของแดยอลเลิกเรียนตอนกี่โมงครับผมจะได้มารับถูก’’
‘’วันนี้แดยอลเรียนพื้นฐานครับไม่ได้มีอะไรมากอีกสามชั่วโมงก็มารับได้เลยครับ’’
‘’อ๋อโอเคครับ.....แล้วม๊ากับป๊าจะมารับนะ ถ้ากลับก่อนเวลาก็โทรมาบอกนะรู้ไหม’’
‘’ครับม๊า กลับบ้านดีๆนะ’’



     ซองยอลยิ้มให้ลูกชายและอาจาร์ยสอนศิลปะอีกครั้งก่อนจะเดินออกมา เมื่อผู้เป็นแม่จากไปแล้วแดยอลจึงต้องเดินแยกไปเข้าในห้องเรียนคนเดียว ภายในห้องเรียนของแดยอลมีเพียงแค่ไม่กี่ถึงยี่สิบคน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะมาช้าไปเพราะตอนนี้เพื่อนๆทุกคนกำลังเรียนกันอยู่




‘’ขอโทษครับผมมาสาย ขออนุญาติเข้าห้องครับ’’
‘’เชิญครับ’’




      เด็กตัวเล็กเดินไปนั่งตรงที่ที่ว่างอยู่ก็คือแถวหน้าสุด คุณครูสอนวาดรูปมองหน้าเขาเพียงไม่ถึงหนึ่งนาทีก็หันไปสนใจเนื้อหาที่ค้างอยู่ แล้วแบบนี้เขาจะเข้าใจได้ยังไงในเมื่อคุณครูไม่สอนใหม่แต่แรก ตาคมของเด็กน้อยมองไปยังป้ายชื่อของคุณครูที่แปะอยู่ตรงโต๊ะทำงาน หวังว่าจะไปฟ้องพ่อที่คุณครูไม่ยอมทวนใหม่ให้ ชื่อของคุณครูเขียนไว้ว่า






คิมมุนซู อายุ 27ปี จบจากวิทยาลัยอุลลิม สาขาวิชาศิลปะ





‘’ครูครับ ทำไมครูไม่สอนใหม่ครับผมเพิ่งมาผมยังไม่รู้’’
‘’ครูสอนไปครึ่งนึงแล้ว ถ้ากลับไปสอนใหม่มันจะเสียเวลา’’
‘’อาว....’’
‘’โทรไปบอกพ่อแม่ไว้เลยว่าวันนี้กลับช้า’’
‘’……’’












‘’เพราะเดี๋ยวครูจะสอนนายเป็นการส่วนตัวนอกเวลาเอง’’







ถ้ามาเร็วกว่านี้  ก็จะได้ไม่ต้องเรียนเป็นการส่วนตัวกับคุณครูมุนซูใช่ไหม ?








THE END